คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ / ดร.วิวัฒน์  เศรษฐช่วย

ไม่บ่อยนักที่  “ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน” แห่งรัสเซีย จะออกมาเอ่ยปากพูดถึง แผนยุติสงครามที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในยูเครน เมื่อเร็วๆนี้ประธานาธิบดีปูตินเริ่มออกมาส่งสัญญาณซึ่งแตกต่างไปจากอดีตที่ผ่านมา โดยเขาออกมาแสดงท่าทีแบบเงียบๆไม่โฉ่งฉ่างว่า รัสเซียพร้อมแล้วที่จะเจรจายุติสงครามยูเครน!

แล้วอะไรคือสิ่งที่จูงใจที่ทำให้ประธานาธิบดีปูตินต้องการจะยุติสงคราม?

นับตั้งแต่รัสเซียบุกเข้าไปรุกรานยูเครน มีผลทำให้ชาวยุโรปและชาวอเมริกันต่างเห็นพ้องต้องกันว่า “พวกเขาควรเข้าไปช่วยเหลือยูเครน”

จากภาพโหดร้ายที่แสดงออกมาสู่สายตาของชาวโลก ที่ต่างสลดหดหู่ใจที่เห็นทหารรัสเซียคร่าชีวิตเด็กๆไร้เดียงสา ภาพผู้ลี้ภัยหลายสิบล้านคนที่ต้องอพยพหลบหนีกระจัดกระจายไปทั่วโลก โดยทั้งหมดทั้งมวลล้วนแล้วแต่สร้างภาพด้านลบต่อรัสเซียแทบทั้งสิ้น

จากผลการสำรวจของ “สำนักหยั่งเสียงกัลลัพโพล” ทันทีที่รัสเซียบุกยูเครนปรากฏออกมาว่าประชากรถึง 81 ประเทศจากที่มีทั้งหมด 137 ประเทศทั่วโลก ต่างไม่เห็นชอบในการตัดสินใจของประธานาธิบดีปูตินเลยแม้แต่น้อย!!

แน่นอนที่จะมีผลทำให้รัสเซียต้องกลายเป็นประเทศโดดเดี่ยวในเวทีโลก และยังทำให้ประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน ต้องเก็บตัวหลบอยู่ในเคลมลินแทบตลอดเวลา

และจากการหยั่งเสียงของศูนย์ “Pew Research” หลังจากที่รัสเซียบุกเข้าสู่ยูเครนก็ปรากฏผลออกมาในทำนองเดียวกันว่า ประชาชนทั่วโลกมีทัศนะที่ไม่ดีต่อรัสเซีย โดยชาวโลกถึง 90% ต่างคิดเห็นในเชิงลบต่อรัสเซียและไม่มั่นใจในความเป็นผู้นำของประธานาธิบดีปูตินทำให้เรตติ้งที่บรรดานานาประเทศมีต่อประธานาธิบดีปูติน ลดดิ่งต่ำสุดอย่างเป็นประวัติการณ์

นอกจากนั้นแล้วยังมีสำนักหยั่งเสียง “Levada” ที่ออกมารายงานเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2023 ว่า ชาวรัสเซียที่สนับสนุนให้ทำสงครามกับยูเครนอยู่ระหว่าง 10% ถึง 15% เท่านั้น  โดยชาวรัสเซียส่วนใหญ่พยายามหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงสงครามยูเครน เพราะเกรงจะส่งผลกระทบถึงความปลอดภัยของพวกเขานั่นเอง

และจากผลการหยั่งเสียงของบลูมเบิร์ก เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2023 เปิดเผยออกมาว่า ชาวรัสเซียถึง 48% เห็นชอบที่จะให้มีการยุติสงคราม

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของ “หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส” ล่าสุดนี้เปิดเผยออกมาว่า ในการทำสงครามครั้งนี้รัสเซียสามารถเข้าไปยึดครองพื้นที่ของยูเครนได้แค่เพียง 18% เท่านั้น และหากจะวิเคราะห์กันแล้ว ดูเหมือนว่าประธานาธิบดีปูติน คาดการณ์ผิดพลาด โดยเขาคิดว่า หากรัสเซียเข้าไปโจมตีทำสงครามกับยูเครนคงจะได้รับชัยชนะแค่ในช่วงเวลาสั้นๆ แต่หาได้เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะสงครามครั้งนี้ยืดเยื้อนานกว่าที่คิดจนไม่สามารถปิดเกมได้อย่างง่ายดาย!!!

ทั้งนี้ประธานาธิบดีปูตินคิดหมกมุ่นต้องการที่จะเอาดินแดนทั้งหมดของยูเครนกลับมาครอบครอง โดยไม่ยอมคิดไตร่ตรองให้ถี่ถ้วน

และหลังจากที่กองทัพรัสเซียล่าถอยออกจากทางฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของยูเครน เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2022 แล้วนั้น ประธานาธิบดีปูตินได้ส่งข้อความไปยังเคียฟและชาติตะวันตกในทำนองว่า “ข้าพเจ้าเปิดกว้างที่จะยุติการสู้รบ” โดยมี “พล.อ.มาร์ก มิลลีย์” ประธานเสนาธิการร่วมฯสนับสนุนในการที่จะให้เคียฟเข้าไปเจรจาเนื่องจากเขาทั้งสองต่างเล็งเห็นว่า ยูเครนประสบความสำเร็จในสนามรบมากเกินคาดกว่าที่รัสเซียหวังเอาไว้

ส่วน “ประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี” ยืนกรานอย่างองอาจทระนงที่จะต่อสู้ต่อไป จนกว่าประชาชนและประเทศยูเครนจะพ้นจากเงื้อมมือของรัสเซีย

ที่ผ่านๆมา จะเห็นได้ว่าประธานาธิบดีเซเลนสกี ออกมากล่าวยืนยันอยู่ตลอดเวลาว่า ยูเครนจะไม่ยอมยกดินแดนให้แก่รัสเซีย อนึ่งขณะที่ประธานาธิบดีปูติน ออกมาดำริถึงเรื่องการเจรจายุติสงครามนั้น  อีกฟากฝั่งหนึ่ง “ประธานาธิบดีโจ ไบเดน” ก็ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ว่า สหรัฐอเมริกาไม่มีแผนที่จะติดต่อกับประธานาธิบดีปูติน และหากประธานาธิบดีปูติน ต้องการจะคุยเรื่องยุติสงครามยูเครน ตนก็จำต้องปรึกษาหารือกับพันธมิตรนาโต

นอกเหนือจากนั้นประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังได้กล่าวให้คำมั่นสัญญาว่า สหรัฐฯจะเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวยืนเคียงข้างกับยูเครน เพื่อต่อต้านรัสเซีย ดูเหมือนว่าความรู้สึกด้านลบที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดนมีต่อประธานาธิบดีปูตินนั้นฝังเป็นรากลงลึกอยู่ในใจของเขามาตั้งแต่ปีค.ศ. 2014 แล้ว  โดยขณะนั้นประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังดำรงอยู่ในตำแหน่งรองประธานาธิบดี ยุคสมัยของ“ประธานาธิบดีบารัก โอบามา” ด้วยซ้ำไป ซึ่งเขาเคยกล่าวบริภาษต่อประธานาธิบดีปูตินแบบซึ่งๆหน้าว่า “ขาดจิตวิญญาณในการเป็นผู้นำ”

และที่ผ่านๆมาประธานาธิบดีโจ ไบเดน ก็ออกมากล่าวยืนยันตลอดเวลาว่า “รัสเซียไม่มีวันได้รับชัยชนะในสงครามยูเครน” แล้วอะไรคือเหตุจูงใจหลักที่ทำให้ประธานาธิบดีปูตินออกมาเสนอแนวความคิดหยุดยิง ซึ่งอาจจะมาจากหลายๆเหตุผลด้วยกัน เช่น ประการแรก: ประธานาธิบดีปูตินอาจจะตระหนักดีว่า โอกาสที่จะเอาชนะสงครามมีน้อยลงไปเรื่อยๆ และทางออกที่ดีที่สุดก็คือ ควรหาทางเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงคราม

ประการที่สอง: ประธานาธิบดีปูตินอาจจะคาดหวังไปว่า “อดีตประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์”จะชนะการเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง และจะเข้ามาเป็นพันธมิตรร่วมมือกับตน แต่อาจจะเป็นได้แค่เพียงความหวังลมๆแล้งๆเท่านั้น เพราะตราบใดที่สภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯยังไม่มีแนวโน้มว่าจะชะลอตัวลง โอกาสที่ประธานาธิบดีโจ ไบเดน จะได้รับชัยชนะดำรงตำแหน่งต่อไปในสมัยที่สองก็ยังมีอยู่ค่อนข้างสูง

และประการที่สาม: ประธานาธิบดีปูตินอาจจะต้องการรักษาหน้าตนเองเอาไว้ โดยเขาอาจจะเกรงไปว่า หากรัสเซียเกิดพ่ายแพ้สงครามทางด้านทหารต่อยูเครน จะทำให้เครดิตของเขาลดน้อยถอยต่ำตกเตี้ยเรี่ยดิน

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้ละทั้งนั้นการที่ “ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน” ออกมาแถลงว่า ต้องการหยุดยิงในสงครามยูเครนอาจจะเพียงแค่ต้องการหยั่งเชิงกระแสตอบรับว่า จะออกมาในรูปแบบใด และว่าจะออกมาแบบใดก็ตาม แต่ก็ต้องไม่ลืมว่าประธานาธิบดีปูตินเป็นนักเกทับบลัฟแหลกแบบที่หาตัวจับยากทีเดียวละครับ